#ขุณขิมมอญ เผย เห็นผมตลก ผมก็น้อยใจเป็นนะ

คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา นักแสดงจาก Way Back Home  ที่กำลังจะออนแอร๋เร็วๆนี้ และเป็นหนึ่งในสมาชิกวง SBFIVE จากค่าย Love Is ที่ปล่อยซิงเกิ้ลแรกออกมาให้ได้ฟังกันแล้วกับเพลง “Whenever” และในวันที่ 1 เมษายน นี้ ก็จะมีงาน Fan meeting เดี่ยวของตัวเองเป็นครั้งแรก ใครที่อยากรู้จักหนุ่มคิมม่อนเพิ่มมากขึ้น สามารถติดตามสัมภาษณ์ สุด Exclusive จากทาง Star Update ได้เลย


Q: ทำมาแล้วหลายอย่าง แต่ละงานมีความแตกต่างยังไง

คิม:ครับผมก็การเป็นนักแสดงกับการเป็นนักร้องเนี่ยมันก็ค่อนข้างแตกต่างกัน ด้วยความที่การเป็นนักแสดงเนี่ยมันต้องใช้อินเนอร์แล้วก็ไปสวมบทบาทในตัวละครนั้นๆ เพื่อให้คนรักในทางกลับกันครับ นักร้องหรือศิลปินเนี่ยมันใช้ความเป็นตัวของตัวเองครับผมแล้วก็สร้างเสน่ห์ขึ้นมาให้คนรักครับความยากมันก็คือตรงนี้ส่วนแนวทางของการแสดงและการร้องเพลงมันต่างกันอยู่แล้วครับแต่ว่าคิมท้าทายนะ คิมชอบทั้งสองแบบแหละ รู้สึกสนุกกับมันมากๆ จนไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเลย

Q: แล้วเราเอาข้อดีของแต่ละอย่างมาปรับใช้ยังไง แบบข้อดีของการเป็นนักร้องก็ฝึกทักษะอีกแบบนึง การเป็นนักแสดงก็ฝึกทักษะอีกแบบนึง เราเอามาปรับใช้กันยังไง

คิม: ทุกอย่างมันเหมือนกันเลยครับ มันไม่ได้แตกต่างกันมากขนาดนั้นนะครับ คือนักนักแสดงเค้าก็ใช้อินเนอร์ใช้ความรู้สึกจริงในการแสดงละครนั้นๆ ให้รู้สึกจริงๆ ใช่ไหมครับแต่นักร้องเนี่ยนะครับเค้าก็ใช้อินเนอร์ว่าเรากำลังจะบอกอะไรกับผู้ฟังเพราะงั้นเนี่ยมันต้องมีอินเนอร์ข้างในทั้งนั้นเลยแล้วก็ใช้ความรู้สึกใช้อะไรในการถ่ายทอดออกไปแค่ถ่ายทอดกันคนละแบบ เพราะงั้นเนี่ยการปรับใช้ก็คือก็แค่ทำมันไปด้วยความรู้สึกจริงๆ นะครับ

Q: แล้วมีไอดอลในการใช้ชีวิตไหม ดาราก็ได้หรือว่าเป็นคนอื่นก็ได้

คิม: ผมอยากเป็นเหมือนพี่ นิชคุณ ครับผมเพราะว่าผมเป็นติ่งครับ แล้วที่สำคัญที่สุดคือ ผมชื่นชอบพี่นิชคุณเพราะว่าเค้าเป็นคนไทยที่ทำให้ต่างชาติรู้จักเมืองไทยมากขึ้นนะครับ ผมก็เลยรู้สึกว่าเค้าเป็นไอดอลเพราะว่าตอนนี้ผมมีโอกาสได้มีชื่อเสียงที่ประเทศจีนอยู่บ้างอะครับ ผมก็เลยอยากให้ตัวผมเองเป็นเหมือนพี่เค้าที่แนะนำความเป็นไทยให้ต่างประเทศได้รู้จักบ้างครับก็เลยแบบเป็นไอดอลมากๆเลย

Q: ตั้งเป้าไว้ไหมว่าปีนี้จะทำอะไรบ้าง

คิม: เป้าหมายของผมเหรอครับ คือผมเล่นละครมาแล้วเป็นนักร้องมาแล้วแต่สิ่งนึงที่ผมยังไม่ได้ทำคือการเป็นพระเอกครับผม ผมหวังว่าปีนี้ผมจะได้เป็นพระเอกสักเรื่องครับ ซึ่งก็ตอนนี้ก็มีผู้ใหญ่ติดต่อนะครับแต่ว่าเรายังไม่ได้คอนเฟิร์ม ผมเลยยังไม่อยากพูดออกไปเพราะต้องรอคอนเฟิร์มก่อนครับ

Q: คิดภาพตัวเองในอนาคตยังไง

คิม: ก็คงจะพยายามพัฒนาตัวเองนะครับ ผมมองว่าตอนนี้ผมเองก็ไม่ได้เก่งพอในด้านการแสดงแล้วก็เรื่องบุคลิกเรื่องรูปร่างก็ยังไม่เพอร์เฟคพอที่จะพัฒนาให้มันได้เป็นระดับพระเอก ระดับที่มันแมสขึ้นกว่านี้นะครับผมก็พยายามพัฒนาตัวเอง ถามว่าคิดภาพไหม ผมเป็นคนที่คิดภาพไว้สูงเสมอนะครับผม บางคนเค้าบอกว่าคิดสูงไปไม่ดีนะตกลงมาเจ็บ แต่ผมไม่สนนะครับ ผมว่าการที่เราคิดไว้สูงๆ คิดไว้กว้างๆ เนี่ยมันทำให้เรามีความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะทำมันให้สำเร็จครับ

Q: มีแฟนคลับบอกมาว่าคิมมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าแต่ก่อน

คิม: มันก็ตามวัยมั้งครับ ด้วยความที่เราได้ดูแลน้องๆ ด้วยหละครับ ผู้ใหญ่ฝากมาอย่างเมื่อก่อนผมก็ดูแลแค่ตัวเองครับ ผมบริหารชีวิตตัวเอง อย่างทุกวันนี้เรามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในหลายๆ อย่างด้วยความที่เราเป็นพี่ใหญ่ครับ ผู้จัดการเองเค้าก็อยากให้เราช่วยดูแลน้องๆ ด้วยหรืออะไรอย่างนี้ครับผม เราก็เลยได้ดูแล ได้เรียนรู้ครับพอมีคนเด็กกว่า ตามสภาพครับก็ต้องปรับตัวเพื่อจะเป็นผู้ใหญ่เพื่อดูแลน้องๆ ครับ

Q: ก่อนหน้าที่จะแสดงเดือนเกี้ยวเดือนก็พอมีแฟนคลับเป็นบางกลุ่ม แล้วตอนนี้แฟนคลับเราเยอะขึ้นมีการปรับตัวยังไง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่เลยไหม

คิม: มันคือความสำเร็จที่ผมคิดไว้ครับ ผมตั้งใจไว้เลยว่าผมจะต้องมีแฟนคลับประมาณนี้ครับผม เรื่องแฟนคลับเอาจริงๆ ไม่เกี่ยวอะ ในความตั้งใจเดิมคือผมอยากประสบความสำเร็จผมอยากมีละครที่เดินไปไหนก็มีคนรู้จักประมาณนั้นอะครับ เดือนเกี้ยวเดือนก็เหมือนอีกก้าวนึงที่ได้เข้ามาครับผม ถามว่าการเปลี่ยนแปลงมันมีมั๊ยมันมีอยู่แล้วอะครับคือผมเป็นคนห้าวๆ เป็นคนตรงๆ เป็นคนชัดเจน อยากทำอะไรก็ทำอยากพูดอะไรก็พูด เดี๋ยวนี้ก็ทำแบบนั้นอย่าง 100% ไม่ได้อะครับ แต่ก็พยายามรักษาความเป็นตัวของตัวเองอยู่นะ หมายถึงว่าเรื่องไม่ดีหรือเรื่องที่มันไม่ควรทำไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมเราก็ไม่ทำ

Q: ตอนนี้มีคนรักเยอะขึ้น เคยกลัวว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงไหม ถ้าวันนึงไม่แฟนคลับแล้วแล้วจะเป็นยังไง

คิม: ผมเคยเจอด้วยหละครับ ผมเคยเจอเหตุการณ์นี้จากละครเรื่องเก่าๆ ที่แบบมีแฟนคลับมา พอมีละครเรื่องใหม่เค้าก็ชอบคนอื่นไป ผมก็เลยทำใจได้แล้วแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร สิ่งเดียวคือพยายามหา ละคร หาภาพยนตร์ หาผลงาน หาอะไรมาให้เค้าติดตามเราต่อไปครับ มันก็คือการท้าทายของชีวิต ซึ่งถ้าไม่มีหรือเราดรอปลงมันก็ไม่แปลกที่เค้าจะไปชอบคนอื่นหรือว่าดูละครเรื่องอื่นหรืออะไรอย่างงี้ครับ มันเป็นธรรมดาของชีวิตอยู่แล้วคนเราก็ต้องอยากได้ความสุขที่สุดเมื่อเราเป็นความสุขให้เค้าไม่ได้ก็เป็นธรรมดาที่เค้าจะไปหาความสุขที่อื่นเพราะงั้นเนี่ยผมไม่รู้สึกอะไรเลยเฉยๆ มากครับเราทำตัวเราให้ดีเพื่อให้เค้าชอบเรานั่นดีที่สุดแล้ว

Q: เวลาอยู่กับแฟนคลับเราจะเป็นคนที่ค่อนข้างร่าเริงแล้วเวลาอยู่กับครอบครัวอยู่กับเพื่อนที่สนิทเราเป็นแบบนี้ด้วยรึป่าว

คิม: ร่าเริงมากครับฮามาก ยิ่งอยู่กับเพื่อนผมยิ่งฮามากกว่า คือถ้าอยู่กับแฟนคลับที่สนิทหน่อยมางานตามงานบ่อยทุกครั้งผมก็จะตลกใช่มั๊ย ผมจะนิ่งอยู่เวลาเดียวครับผมคือเวลาที่ผมไม่รู้จักใคร ผมเป็นโรคแปลกๆ ตรงที่ว่าถ้าใครไม่ทักผมก่อนผมจะเฉยๆ อะ หน้านิ่งๆ แต่ว่าพอรู้จักกันแล้วนะผมตลกมาก

Q: มีคนบอกว่าคนที่ร่าเริงส่วนใหญ่จะขี้น้อยใจ

คิม: นั่นหละครับ ขี้น้อยใจขี้น้อยใจมากเลย (เหตุการณ์อะไรบ้างที่ทำให้เรารู้สึกแบบน้อยใจ) อืม…… หมายถึงในวงการบันเทิงเหรอครับ (วงการบันเทิงก็ได้ หรือว่าเรื่องตั้งแต่สมัยเรียนเกี่ยวกับเพื่อน) น้อยใจ น้อยใจเหรอ มันมีเยอะครับ วันวันนึงก็น้อยใจไปหลายอย่างเหมือนกันครับ มันน้อยใจแต่มันทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะว่านิสัยเราเป็นคนขี้น้อยใจแต่ว่าตัวเราเป็นคนมีเหตุผลนะมันจะตัดแย้งกันเวลาเรารู้สึกน้อยใจอย่างนี้ ไม่ต้องอะไรมากมายครับอย่างวันนี้มีแฟนคลับที่แบบ เอ่อ คล้ายๆ ว่าแบบแฟนคลับที่เค้าจะเลือกเมนโดยเฉพาะครับแล้วอารมณ์ประมาณว่าแบบเรายิ้มให้แล้วเค้าก็เมินกล้องหนีอะครับเราก็นอยด์ไปเลยก็จะแบบเซงๆ วันนั้นก็จะหน้ามุ่ยๆ หน่อย (คือเราเห็นเลยใช่ไหม) ใช่ แต่ว่าพอมันฝึกฝนได้รับรู้ ได้ทดสอบความเจ็บปวดมาหลายๆ ครั้ง ก็เฉยๆ ครับก็สบายครับทำอะไรผมไม่ได้แล้วอะไรแบบนี้ แต่ว่าเป็นคนขี้น้อยใจอะไรนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้หละ แต่ว่าทำใจได้เสมอ (ส่วนใหญ่จะเป็นเกี่ยวกับแฟนคลับป่ะ) แฟนคลับหลังๆ มานี่ไม่ค่อยได้อะไรแล้วครับ คือเมื่อก่อนเนี่ยก็ต้องยอมรับว่า คือมันเหมือนมันคิดได้อย่างเช่นเรื่องแฟนคลับผมก็เลยไม่น้อยใจเท่าไหร่ ยังธรรมดาอะสมมุติว่าเรา6 คนเนี่ย แฟนคลับมันก็ไม่เท่ากันถูกต้องป่ะ แฟนคลับไม่เท่ากันเนี่ยบางทีเราก็แบบ เอ ไม่มีคนรักเราเลย แต่ในความเป็นจริงเนี่ย เราก็คิดได้เองโดยธรรมชาติว่าเราก็เป็นตัวรองถึงเค้าจะดัน 6 แต่จริงๆ แล้วเราก็มีบทบาทน้อยลงไม่แปลกที่เราจะมีแฟนคลับน้อยกว่างี้ มันก็คิดได้มันก็แบบไม่ได้รู้สึกนอยด์อะไรเลยจริงๆ ผมนะโตมากไม่งั้นผมเป็นพี่เค้าไม่ได้ใน 6 คนเค้าเป็นกันหมดนะ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่แบบคนเราอะ (เคยคุยกันเรื่องนี้ป่ะแบบเรื่องแฟนคลับ) ส่วนใหญ่จะไม่คุยรวมกันครับมีอะไรก็จะคุยกับผม ผมนี่จะได้รับรู้เรื่องคนนั้นคนนี้เยอะ (เป็นคนกุมความลับ) ใช่ กุมความลับครับ ซึ่งตอนนี้ความลับถูกเปิดเผยแล้วครับ จริงๆ มันผิวๆมากคุยกันผิวๆ คุยกันขำๆ เป็นเรื่องตลกมากกว่า

Q: มีสิ่งที่คนอื่นยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวเรามั๊ยที่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่ได้เป็นคนแบบนี้

คิม: มีคนรู้มั๊ยหละว่าผมเป็นคนชอบสวดมนต์และผมสวดมนต์ทุกวันด้วย ลุคส์อย่างนี้แล้วสวดมนต์ งงมั๊ย แล้วก็ผมเป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่มากเลยนะ ผมเป็นคนที่แบบผมคิดว่าทุกวันนี้ที่ผมมาได้เนี่ยไม่ได้เพราะอะไรเลยมันเพราะผมกตัญญูทำให้ผมมีบุญ พอผมมีบุญแล้วก็ทำใหญ่ผู้ใหญเค้าเล็งเห็นอะไรอย่างเนี้ยผมมีความเชื่อปรัมปราหลายๆ อย่าง เช่น ถ้าผมสวดมนต์ก่อนคืนที่ผมจะมาทำงานแล้วหน้าผมจะมีออร่า วันไหนผมไม่ได้สวดมนต์หน้าผมจะแบบหมองๆ หน้าผมจะไม่หล่อ ทรงผมที่เซตให้จะไม่ค่อยหล่อ อะไรอย่างนี้ประมาณนั้นแต่งหน้าไม่ติดอะไรประมาณนั้น ความเชื่อแบบความเชื่อเนาะ ผมเลยชอบแบบสวดมนต์อะครับผมโดนเฉพาะวันก่อนงาน

Q: รู้ตัวเองเมื่อไหร่ว่าอยากเป็นนักแสดง

คิม: รู้ตั้งแต่เด็กแล้วครับ รู้ตั้งแต่เด็กน้อยเลย ชอบแสดงตั้งแต่เด็กน้อยเลยครับเพราะแต่ก่อนดูการ์ตูนก็เล่นเป็นการ์ตูนตัวนั้นตัวนี้ครับ แค่ไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะได้เป็นแค่นั้นเองตอนที่มันมามันมางงมาก จังหวะที่มามันมางงๆ ตลอด

Q: มันมีจุดไหนที่เราอยากลองมาเป็นนักแสดง

คิม: จุดที่ผมโดนหลอกครับ ผมโดนหลอกเล่นเฟซบุ๊คอยู่ดีๆ แล้วมีโมเดลลิ่งอะไรทักมาบบอกผมว่าให้ผมไปเล่นละครครับผม พอเล่นละครเสร็จแล้วเนี่ยปรากฏว่ามันเป็นละครปลอมครับผมหลอกเอาตังค์ผมไปครับ คือมันต้องจ่ายค่าเรียนแอคติ้งด้วยครับเพื่อที่จะเป็นนักแสดง ผมก็เลย โอ้โห อุตส่าห์ทักมาสงสัยเราคงหล่อมั้งเนี่ย ก็เลยไปเล่นแล้วก็จ่ายตังค์ค่าเรียนแอคติ้ง 2 คลาส รวมๆ แล้วก็เป็นหมื่นอยู่ครับแล้วก็ได้เรียนแอคติ้งจริงๆ แล้วก็มีเพื่อนที่ร่วมโดนหลอกอีกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดนหลอกไม่ได้ถ่ายจริงๆ ก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่า เอาวะไหนๆ ก็เสียตังค์เข้ามาในวงการหละไอ้เรียนแอคติ้งมันก็พอได้วิชาอยู่บ้างอะเค้าก็จ้างครูมาสอนอะไรอย่างนี้ พอได้วิชาอยู่บ้างไปแคสโฆษณาครับ แคสนู้น แคนนั่น มันก็ลามไปแคสละครครับ จนแคสได้แคส love sick แล้วก็ผู้ใหญ่เล็งเห็นครับแล้วก็ติด แค่นั้นก็พอแล้วนะครับอย่างน้อยก็ได้อยู่ในค่ายฝึกฝนวิชา เรียนแอคติ้งเรียนอะไรมา จนได้มาแสดงเรื่อง the school ครับผมที่ได้เป็นตัวจริงตัวจังรวมถึง Part time the series ครับแล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียงมีแฟนคลับขึ้นมาครับผม

Q: ตอนที่รู้สึกท้อมีวิธีเชียร์อัพตัวเองยังไง

คิม:ผมคิดได้เร็วมากครับ เป็นคนที่คิดเร็วมากอย่างเวลารู้สึกนอยด์รู้สึกเครียดรู้สึกท้อแท้เนี่ยบ่นประมาณแป๊ปเดียวอะ บ่นกับใครก็ได้ครับ บางทีก็พิมพ์ พิมพ์ไว้งั้นอะพิมพ์ในทวิตเตอร์ผมเนี่ยมีเซฟข้อความไว้เยอะมากเลยคือไม่โพสอะ พิมพ์แล้วแบบร่างไว้ พิมพ์แล้วแบบร่างไว้ เพราะว่ามันอยากระบาย แบบวันนี้มันน้อยใจมากเลยอะ ระบายๆ ปุ๊บไม่เอาดีกว่าโพสเดี๋ยวดราม่า เซฟพอได้เขียนเท่านั้นหละ มันรู้สึกว่าได้ระบายกับใครไม่รู้ซึ่งไม่มีใครเห็นนะ แต่เราได้พิมพ์อะเราได้เขียนมันเลยทำให้แบบเราโปร่ง เราโล่ง

Q: ช่วงเวลาไหนที่เรามีความสุขที่สุด

คิม: ช่วงเวลาอยู่กับแฟนคลับครับ อันนี้ไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าจะเป็นมั๊ยแต่ว่าผมหน่ะผมแฮปปี้มากเลย มันฮีลตัวเองครับ ด้วยความที่เราออกมาอยู่กรุงเทพคนเดียว พ่อแม่อยู่พระประแดง กลับบ้านไปก็ไม่ได้ทำอะไรก็เลยรู้สึกว่าการอยู่กับแฟนคลับมันก็เหมือนมีเพื่อน มีคนคุย มีคนชอบเราครับ ใครก็ชอบคนชอบ ผมรู้การที่อยู่มันก็เหมือนพักผ่อน มันฮีลตัวเอง สบาย มันเหมือนมีคนคอยล้อมรอบเราเรารู้สึกปลอดภัยครับ

Q: ยังมีอะไรอีกมั๊ยที่เรายังอยากทำ ที่เรายังไม่ได้ทำแล้วอยากทำ

คิม: อยากเป็นพระเอกครับ จริงๆ ครับไม่มีคนอื่นเค้าพูดกันแบบนี้หรอกมั้งอยากเป็นพระเอกจุดประสงค์ผมชัดเจนอยากเป็นพระเอกครับ แล้วก็ในฐานะนักร้องผมอยากมีคอนเสิร์ตที่อิมแพคคนดูหมื่นนึง (เหมือนพี่บอยวันนั้น) ใช่ครับเหมือนพี่บอย อันนี้คือความฝันใหม่เลยตั้งแต่วันที่ไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยความฝันใหม่เลย ผมรู้สึกว่ามันเท่มากๆ หวังว่ามันจะเป็น มากไปรึป่าวก็ไม่รู้ผมเชื่อว่ามันต้องมีวันนั้น ผมมีเซนท์รอติดตามเลย

Q: แต่ละคน ช่วงนี้งานค่อนข้างเยอะ แล้วเวลามีแฟนมีตนัดคิวซ้อมกันยังไง

คิม: งานมีตที่ผ่านนี่นะครับ 6 คน มันยากมากนะครับในการที่จะทำอะไรสักอย่างมันยากมากๆ มันทำให้เวลาเราฝึกซ้อมน้อยมากครับ ก็จะมีแต่ช่วงแรกๆ ที่มาต่อท่าเพลง นับหนึ่งกันไหม อะไรอย่างนี้ เพราะงั้นเวลาไปต่างประเทศเค้าให้ไปตั้ง 3 วันไงครับ วันแรกที่เราไปถึงนั่นก็คือซ้อมประมาณนั้นมากกว่า คือซ้อมก่อนที่จะขึ้นโชว์ แต่อย่างงานมีต BKC ที่จะเกิดขึ้นนี่ครับ อันนี้มีเวลาซ้อมเยอะแล้วก็จะมีโชว์ที่พิเศษที่จะทำให้รู้ว่าเราโตขึ้นแล้วนะ ไม่ได้โชว์แบบไก่ๆ กาๆ แล้วอะไรอย่างนี้ครับผม

Q: ฝากผลงาน

คิม: ก็ฝากด้วยนะครับผมผลงานเราตอนนี้ก็คือเรามุ่งเน้นไปทางของ SBFIVE เป็นหลักนะครับผมก็อยากให้ทุกคนติดตามผลงานนะครับ เดี่ยวจะมีเพลงใหม่ เพลงอะไร เวอร์ชั่นไหน ก็รอติดตามชม แล้วก็ฝากละครเรื่อง way back home ด้วยครับใกล้จะออนแอร์แล้วนะครับ ทางช่อง 3SD ครับผมเรื่องนี้ก็เพลิดเพลินนะครับรอติดตามได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือเร็วๆ นี้จะมีแฟนมีต BKC นะครับบัตรยังไม่หมดซื้อได้ รวมถึงวันเกิดคิมด้วย 1 เมษานี้ครับฝากด้วยครับ ขอบคุณครับ

Q:แฟนคลับจะได้เห็นอะไรในแฟนมีตเดี่ยวบ้าง

คิม: มันมีความเป็นตัวตนของคิมสูงมากเพราะคิมทำเอง แม้กระทั่งโอนเงินเข้าบัญชีก็โอนเงินเข้าบัญชีคิมเลย รอติดตามแล้วกันมันมีความเป็นตัวคิมสูงมาก มั่นใจครับ

ที่มา:  STARUPDATE.COM
บันทึกภาพ:  STARUPDATE.COM
นำเสนอโดย www.starupdate.com หากนำข่าวไปใช้กรุณาอ้างอิงถึง www.starupdate.com ด้วย
ข่าวนี้อยู่ในหมวด Exclusive, Scoop, Special Update และ Tag: , , , ติดตาม comment ของข่าวนี้ผ่านทาง RSS feed
Trackbacks are closed, but you can post a comment.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

#บาสเด็กอ้วนที่แท้จริง #คิมม่อน #คอปเตอร์ เตรียมพร้อมความพิเศษเพื่อคนพิเศษเท่านั้น!!!

วาเลนไทน์ในฝัน กับ 10 นักแสดงเลือดใหม่ >>

บาส – คิมม่อน นักแสดงจาก #2MoonsTheSeires ชวนแฟนคลับร่วมทำบุญ

เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ชวน 2 หนุ่ม คิมม่อน – คอปเตอร์ จิ้นทะลุจอ แท็กทีมประชันฝีมือ ทำอาหารเกาหลีคู่กันครั้งแรกสุดฟิน >>

กระแสแรงจากนิยายวายออนไลน์ กลายเป็น “เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรี่ย์ หรือ 2Moon The series” ได้ฤกษ์กำหนดฉาย 7 พ.ค. ทางช่อง 31 One HD >>